ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ

By , 18 กุมภาพันธ์ 2009 13:42

มเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ / Purchasing power parity (PPP)

ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ หรือ Purchasing power parity (PPP) คือ ทฤษฎีที่ระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกลุเงินของทั้งสองประเทศนั้นจะต้องสมดุลกัน และทำให้อำนาจซื้อของทั้ง 2 ประเทศมีความเท่าเทียมกัน เช่น ประเทศหนึ่งระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าอีกประเทศหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นก็จะต้องอ่อนค่าลง เพื่อให้อำนาจซื้อของทั้งสองประเทศเท่าเทียมกัน

พื้นฐานของความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ คือ กฎของสินค้าราคาเดียว(Law of one price) ซึ่งหมายความว่า ในตลาดที่มีการแข่งขัน ราคาสินค้าซึ่งหักค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการค้าระหว่างประเทศ ย่อมเท่ากันทั่วโลก เมื่อเปรียบเทียบเทียบโดยใช้สกุลเงินเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น ทีวีในแคนาดาขายที่ราคา 750 ดอลลาร์แคนาดา ดังนั้น ทีวีในสหรัฐจะต้องขายในราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 1.50 ดอลลาร์แคนาดา แต่ถ้าหากว่า ราคาในแคนาดาลดลงเหลือ 700 ดอลลาร์แคนาดา  ผู้บริโภคในสหรัฐฯย่อมมีความต้องการซื้อทีวีในแคนาดามากขึ้น  ส่งผลให้ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย  สุดท้ายแล้วราคาทีวีของทั้งสองประเทศก็จะเท่ากัน

ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อนั้น มี 2 ประเภท ได้แก่ (1) ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อโดยสัมบูรณ์ ซึ่งก็คือความเท่ากันของราคาสินค้าในแต่ละประเทศ และ (2) ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อโดยเปรียบเทียบ ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้า(อัตราเงินเฟ้อ) หมายถึง การแข็งค่าขึ้นของอัตราแลกเปลี่ยนจะเท่ากับส่วนต่างของอัตราเงินเฟ้อระหว่างสองประเทศ เช่น ถ้าแคนาดามีอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 1 ต่อปี ในขณะที่สหรัฐฯ มีอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 ต่อปี ดังนั้น ดอลลาร์สหรัฐก็จะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาร้อยละ 2 ต่อปี โดยทฤษฎีนี้จะยิ่งมีความเป็นไปได้มาก เมื่ออัตราเงินเฟ้อของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันมาก750 เหรียญแคนาดา ดังนั้น ทีวีในสหรัฐจะต้องขายในราคา 500 เหรียฐสหรัฐฯ เมื่อ

ประโยชน์ของแนวคิดความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อนั้น นอกจากจะสามารถใช้เทียบหาทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาวได้แล้ว ยังสามารถใช้เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยนำความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อมาถ่วงน้ำหนัก บ่งชี้ถึง อำนาจของประชากรในแต่ละประเทศที่มีความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาเท่ากันทั่วโลก หรือสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของประชากรในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ    ทำให้ผลผลิตมวลรวมภายใน

ประเทศ หรือ GDP ของแคนาดาในรูปดอลลาร์สหรัฐลดลงครึ่งหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงนั้น เป็นผลมาจากการค้าระหว่างประเทศ และจากตลาดเงินตลาดทุน ไม่ได้หมายความว่า คนแคนาดาจนลงครึ่งหนึ่งด้วย (รายได้และราคาสินค้าในรูปของดอลลาร์แคนาดาคงที่) ดังนั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ด้านความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ จึงสามารถนำมาใช้ในการวัดคุณภาพชีวิต ค่าครองชีพของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี โดยขจัดปัญหาในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ และอัตราแลกเปลี่ยนออกไป

purchasing-power-parity

จากตารางแสดงให้เห็นว่าอันดับในตารางของ Nominal GDP เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับ GDP (PPP) โดยในส่วนของ Nominal GDP สามอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมัน ในขณะที่ GDP (PPP) สามอันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ซึ่งจีนมีGDP (PPP) เพิ่มสูงขึ้นจาก Nominal GDP ถึงเกือบ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยนั้นอันดับของ GDP (PPP) เพิ่มขึ้นจาก Nominal GDP ถึง 10 อันดับ เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยนั้นมีราคาไม่สูงนักเมื่อเทียบกับนานาประเทศ

บทความนี้เป็น ลิขสิทธ์ของ นายก่อพงษ์ บุญยการ
ผู้ใดต้องการเผ่ยแพร่ กรุณาติดต่อ [email protected]

ชื่อ นามสกุล: ก่อพงษ์ บุญยการ

ตำแหน่ง: เศรษฐกร

สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

Leave a Reply


Comment moderation is enabled. Your comment may take some time to appear.

Panorama Theme by Themocracy